หน้าแรก > ติดล้อสตอรี่ > ความยั่งยืน > เปลี่ยนชีวิต “คิดสั้น” ให้ยาว ด้วยความรู้ทางการเงิน

เปลี่ยนชีวิต “คิดสั้น” ให้ยาว ด้วยความรู้ทางการเงิน

23 กันยายน 2564
เปลี่ยนชีวิต “คิดสั้น” ให้ยาว ด้วยความรู้ทางการเงิน

เรื่องราวเส้นทางของ “ลุงตุ๋ย” พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำที่ศูนย์รังสิต อดีตเคยคิดสั้นจากปัญหาด้านการเงินสู่ชีวิตไร้หนี้ที่ยืนยาว ลุงได้รับคำแนะนำที่ดีและกำลังใจท่วมท้นจากทีม Financial Education - เงินติดล้อ หวังว่าเรื่องราวนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ให้กำลังใจ และสร้างความหวังให้กับคนที่ประสบปัญหาทุกคนได้ลุกขึ้น “เปลี่ยนชีวิต”

ชีวิตคิดสั้น

ลุงตุ๋ยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ได้เงินเดือนเดือนละ “หมื่นสี่พันบาท” ถ้ารวมโอทีด้วยก็ประมาณ “หมื่นหก-หมื่นเจ็ดพันบาท” ฟังดูเหมือนว่าลุงตุ๋ยก็ไม่น่าจะเดือดร้อนมากเหมือนคนหาเช้ากินค่ำ เพราะมีเงินเดือนประจำจำนวนหลักหมื่นทีเดียว แต่แม้ว่าลุงตุ๋ยรวมเงินเดือนกับโอทีทุกเม็ดมันก็ยังไม่พอจ่ายภาระต่อเดือนที่มี

เพราะลุงตุ๋ยต้องส่งเงินเพื่อเลี้ยงดูลูก 2 คนที่ยังเรียนหนังสืออยู่ต่างจังหวัด เดือนละหก-เจ็ดพันบาท และต้องส่งเงินให้ลูกคนโตที่มาเรียนปริญญาตรีอยู่ในกรุงเทพอีกเดือนละสามพันบาท

แล้วยังมี “หนี้นอกระบบ” ที่กู้ยืมมาอีกห้าหมื่นห้าพันบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน และลุงตุ๋ยก็ต้องผ่อนจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยอยู่เดือนละห้าพันห้าร้อยบาท ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ลุงจะสามารถทบเงินต้นหมด

ค่าที่พักอาศัย แม้ว่าจะไม่ต้องเช่าเพราะเป็นแฟลตของน้องสาวแต่ก็ต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ หักลบทุกอย่างแล้วแต่ละเดือนลุงจะเหลือเงินไว้กิน ไว้ใช้ชีวิตในเมืองหลวงแค่ 800 บาท

พยายามประหยัดด้วยการซื้อแกงวันละถุง แบ่งกินกับข้าวเอาให้ได้ 3 มื้อ แล้วก็ปั่นจักรยานเก่าๆ ไป-กลับที่ทำงานทุกวัน...ยอมเสี่ยงกับรถบนถนนหน่อยจะได้ประหยัดเงินค่ารถเมล์ ก็พอจะช่วยให้มีเงินเหลือพอต่อชีวิตเดือนๆ หนึ่งไปได้

“บุหรี่ กับ ลอตเตอรี่...ของคู่กัน ความหวังของคนจน”

ด้วยสภาพการเงินที่ดูจะไม่ค่อยคล่องตัวเท่าไหร่ ทำให้ลุงตุ๋ยมีความเครียดสะสม และวิธีการแก้เครียดหนึ่งเดียวของลุงตุ๋ยก็คือการสูบบุหรี่ แกสูบเป็นประจำเพราะแกบอกว่ามันต้องสูบให้หายเครียด และความหวังเดียวที่จะปลดหนี้ทางลัดก็หนีไม่พ้นลอตเตอรี่ ลุงตุ๋ยเคยซื้อลอตเตอรี่เยอะถึง 20 ใบ ก่อนที่ความหวังมันจะพังลง จนลุงเคยคิดสั้น

เปลี่ยนชีวิต

เมื่อทางทีม Financial Education ทราบเรื่องของลุงตุ๋ยก็เข้าใจถึงความลำบาก จึงได้ประสานงานเข้ามาพูดคุย สอบถาม เพื่อช่วยเหลือและเปลี่ยนชีวิตคิดสั้นของลุงตุ๋ยให้เป็นชีวิตไร้หนี้ที่ยืนยาว โดยเริ่มจากการติดอาวุธสำคัญอย่าง “บัญชีรายรับ-รายจ่าย” ให้ลุงตุ๋ย

ลุงตุ๋ย...ตกใจแทบช็อค!

เมื่อลงมือทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายทุกวัน ลุงตุ๋ยเห็นว่ารายจ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับค่าหวยและค่าบุหรี่ ที่จริงลุงตุ๋ย "เกือบมีเงินล้าน!" ที่เทียบเท่ากับการได้ลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มานานแล้ว เพียงถ้าลุงเลือกจะเก็บเงินที่เคยนำไปซื้อหวย กับซื้อลอตเตอรี่ทุกวันต้นเดือนและกลางเดือนมาตั้งแต่ตอนอายุ 20 เอาไว้จนถึงวันนี้

ค่าบุหรี่ที่ตกวันละ 60-80 บาทนั้น รวมแล้วตกเดือนละเกือบ 2 พัน (หรือสองพันกว่าบาท) มากกว่าค่ากับข้าวถุงทั้งเดือน ที่ลุงพยายามประหยัดกินวันละแค่ 1 ถุงแบ่งให้ได้สามมื้อ มันตกไม่ถึงเดือนละพันบาทด้วยซ้ำ

ลุงตุ๋ยเล่าว่าตอนเริ่มทำงานเป็น รปภ. ใหม่ๆ ชีวิตของลุงก็ไม่ได้ลำบากขนาดนี้

จนกระทั่ง....

ผมเริ่มติดหวยหนักเข้า เพราะเห็นคนอื่นเขาถูกหวยกันเยอะๆ ก็อยากถูกรางวัลเหมือนเขาบ้าง จากที่เคยซื้อหวยครั้งละ 100-200 บาท ก็เพิ่มขึ้นเป็นซื้อครั้งละ 1,000-2,000-3,000 บาท ลอตเตอรี่ก็เหมือนกัน จากที่เคยซื้อครั้งละใบสองใบ ก็ซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 10-20-30 ใบ

หวังรวยทางลัด จนสร้างหนี้...

เมื่อซื้อเยอะๆ เงินที่มีอยู่ก็ไม่พอจ่ายค่าหวยลุงตุ๋ยก็หันไปพึ่งเงินนอกระบบมาจ่ายค่าหวย โดยหวังแค่ว่าเดี๋ยวถูกหวยงวดนี้ก็มีเงินไปจ่ายค่าหนี้หมดแล้ว ชีวิตก็ไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะงวดแล้วงวดเล่าลุงตุ๋ยก็ไม่ถูกหวย และก็กลับไปกู้หนี้มาซื้อหวยเพิ่มอีก ชีวิตการเงินของลุงตุ๋ยหมุนวนอยู่อย่างนี้

“หนี้กับดอกเบี้ยมีแต่จะงอกเพิ่มทุกวัน จนต้องลดเงินที่เคยส่งให้ลูกกับเมียลง จะเล่าให้ลูกเมียฟังก็ไม่กล้าเล่า มันเครียด...อาศัยสูบบุหรี่ช่วยเอา”

การเข้ามาของทีม Financial Education ช่วยสร้างโอกาสให้ลุงตุ๋ย ลุงสามารถเลือกที่จะคว้าโอกาสที่จะ “เปลี่ยนชีวิต” หรือปล่อยโอกาสนี้ไปและหันกลับไปอยู่กับ “ชีวิตเก่า” ที่สร้างหนี้วนอยู่อย่างนั้นอย่างที่เคยเป็นมา

ไม่มีใครสามารถเลือกแทนหรือบังคับให้ลุงทำทุกอย่างเพื่อ “เปลี่ยนชีวิต” ได้หรอก นอกจากตัวลุงเอง

“เปลี่ยนชีวิต” ไม่ใช่เรื่องง่าย

แม้ว่าลุงตุ๋ยคิดมาตลอดว่าชีวิตเก่ามันเป็นชีวิตที่มีแต่ความซวย ความล้มเหลว ความผิดพลาด ถึงได้จน และไม่รวยเหมือนคนอื่นเขาสักที แต่เมื่อได้รับโอกาสในการ “เปลี่ยนชีวิต” เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเข้าจริงๆ มันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

“บุหรี่” แม้ว่าจะรู้ว่าหมดเงินไปแค่ไหนกับค่าบุหรี่ แต่การหักห้ามใจไม่ให้สูบบุหรี่ก็ยากกว่าที่คิด

ลุงตุ๋ยสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 15-16 จนตอนนี้อายุ 50 กว่า อยู่ดีๆ จะโยนบุหรี่ทิ้งก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากเช่นกัน

แต่ทีมงานก็คอยให้กำลังใจลุงตุ๋ยตลอดเวลา พร้อมกับแนะนำให้ลุงค่อยๆ ลดจำนวนการสูบบุหรี่ลงวันละมวน สองมวน เช่นเดียวกันกับหวย ลุงยังซื้อได้แต่ลดจำนวนการซื้อลง เหลือครั้งละ 100 ไม่เกิน 200 บาท

ทีม Financial Education เห็นว่าลุงตุ๋ยไม่ต้องเลิกขาดกับหวยก็ได้ ถ้ามันทำให้ชีวิตของลุงได้มีความสุขและช่วยสร้างความหวังบ้าง แต่ต้องซื้อให้น้อยลงและไม่ให้กระทบกับเงินส่วนอื่น

“เพราะนอกจากเขาจะสอนให้ผมจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย ยังสอนให้ผมแบ่งเงินใช้จ่ายออกเป็นกองๆ และกองหนึ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตนี้จำเป็นต้องมีก็คือ “เงินออม”

ระหว่างนั้นลุงก็ยังพยายามจดบัญชีรายรับ-รายจ่ายอยู่ทุกวัน และเริ่มเห็นตัวเลขจากเงินที่เคยใช้ซื้อบุหรี่ทุกวัน เปลี่ยนเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกวันในฝั่งเงินออมแทน ลุงตุ๋ยก็มีแรงที่จะลดการสูบบุหรี่จนเหลือแค่วันละมวนเดียวได้ จนตัดสินใจได้เด็ดขาดว่า “เลิกสูบมันไปเลยก็แล้วกัน”

ผมใช้เวลาสู้กับความอยากสูบบุหรี่ไปพักใหญ่ๆ จนเอาชนะมันได้ คงเพราะผมรู้ว่าลุงทำไปเพื่ออะไร และจริงๆ มันเป็นความหวังที่ผมตั้งใจมาตลอดว่าจะทำในวันที่ผมเกษียณจากการเป็น รปภ.

ตอนนี้ลุงตุ๋ยได้ขยับเข้าใกล้คำว่า “เปลี่ยนชีวิต” แต่แน่นอนว่า...ไม่ง่าย

ช่วงนั้นหนี้นอกระบบที่มีอยู่ห้าหมื่นห้าพอจะเริ่มลดลงไปบ้างแล้ว เพราะระหว่างพยายาม “เปลี่ยนชีวิต” ทีม Financial Education ก็ช่วยคุยกับเจ้าหนี้นอกระบบให้ว่าจะขอให้ผมคืนเงินต้นก่อนสัก 5 พัน เพื่อให้ดอกเบี้ยงวดถัดไปลดลง ทำให้ภาระที่ต้องจ่ายหนี้แต่ละเดือนน้อยลง

ทีมยังแนะนำให้ลุงตุ๋ยผ่อนหนี้เจ้าที่น้อยกว่าให้หมดก่อน ส่วนอีกเจ้าก็จ่ายไปตามปกติ เพื่อให้หนี้หมดไปทีละเจ้า

พอผมเริ่มมี “เงินเก็บ” ก็เริ่มมี “เรื่องให้ต้องจ่าย” เพิ่มขึ้นมา ลูกคนโตเริ่มมีความต้องการใช้เงินเพิ่ม แล้วก็เริ่มมีคนโน้นคนนี้มาขอยืมเงิน มันเป็นเหมือนบททดสอบว่าผมจะยังคงมี “วินัยที่จะผ่อนหนี้” และมี “วินัยที่จะเก็บเงินออม” ไว้ได้แค่ไหน

นอกจากนี้ลุงตุ๋ยยังต้องตัดสินใจว่าจะให้ลูกคนกลางเรียนหนังสือแค่ ม.3 หรือจะส่งให้เรียนหนังสือต่อไปจนจบดี เพราะกลัวจะส่งลูกเรียนไม่ไหว ตอนนั้น...ผมตัดสินใจไปแล้วว่า จะไม่ให้ลูกเรียนต่อ

แต่พอหนี้ของผมลดลงจนเหลือสองหมื่นห้า ทีมจากเงินติดล้อที่ช่วยผมไว้จากความตาย (จากการเป็นหนี้) และชวนให้ผมเข้าโครงการ “ศึกษาการใช้ชีวิตของคนเป็นหนี้ ในกลุ่มอาชีพต่างๆ” ศึกษาพฤติกรรมกลุ่มอาชีพ (หนึ่งในโครงการให้ความรู้ด้านการเงินดำเนินงานโดยทีม Financial Education- บริษัท เงินติดล้อฯ) พวกเขาช่วยเจรจากับ “เงินติดล้อ” เพื่อให้ผมกู้เงินไปโปะหนี้นอกระบบ ทำให้จากที่ผมเคยจ่ายดอกเบี้ยให้หนี้นอกระบบอยู่ร้อยละ 20 เหลืออยู่แค่ร้อยละ 2 เท่านั้น จากที่เคยจ่ายหนี้เดือนละ 5,000 ก็เหลือจ่ายแค่เดือนละ 1,600 ผมจึงเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือต่อไปได้

“เปลี่ยนชีวิต”ตัวเอง เพื่อ ชีวิตของครอบครัว

ที่จริง ในระหว่างที่ผมกำลัง “สู้” เพื่อจะ “เปลี่ยนชีวิตตัวเอง” ผมก็เกือบกลายเป็นพ่อที่ตัดโอกาสในการมี “ชีวิตที่ดีขึ้น” ของลูกและครอบครัวไปแล้ว

โชคดี…ที่ผมตัดสินใจเล่าเรื่องที่คิดว่าจะไม่ส่งให้ลูกคนกลางเรียนต่อ ให้ “เพื่อน” ในทีม Financial Education ของเงินติดล้อฟัง และได้รับคำแนะนำว่าความรู้ ความเท่าทันเทคโนโลยีเป็นอาวุธที่สำคัญของคนทุกวันนี้ ถ้าลูกๆ ไม่ได้เรียนต่อคงมีชีวิตลำบาก แต่ถ้าพวกเขาได้รับโอกาสนั้นอนาคตของเขาพวกเขาและครอบครัวก็จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม

เขาไม่เพียงแค่บอกผมให้ลองคิดทบทวนใหม่ แต่ยังไปหาข้อมูลตัวเลขมาเปรียบเทียบให้ผมดูด้วยว่าเงินลงทุนการศึกษาของลูกๆ ผม จะตอบแทนกลับมาเป็นรายได้เท่ากับเงินที่ได้ผมได้ลงทุนเรื่องการศึกษาให้กับลูกไปภายในระยะเวลา 10 ปีหลังจากเขาเรียนจบ

ด้วยเรื่องนี้ผมย้อนนึกถึงว่าอาจจะเพราะผมได้รับโอกาสน้อยชีวิตถึงได้เป็นแบบนี้ เมื่อวันนี้มีโอกาสผมจะปล่อยให้ชีวิตของลูกต้องเป็นเหมือนผมอีกหรือ…ทั้งๆ ที่ตอนนี้ผมพอหาทางพอที่จะให้ลูกๆ เรียนต่อได้

ในเมื่อผมสู้…เพื่อ “เปลี่ยนชีวิต” มาได้ถึงขนาดนี้ ผมจะสู้อีก…เพื่อแบ่งปัน “โอกาส” นี้ให้ลูกและครอบครัวได้มีอนาคตที่ดีขึ้น

“ความสุข” กลับคืนมา

ผมไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ผมกำลังทำนี้จะเรียกว่าเป็นความ “ฟุ่มเฟือย” สำหรับคนที่กำลังใช้หนี้อยู่หรือเปล่า แต่เป็นความจริงที่ผมไม่ได้พบกับครอบครัวพร้อมหน้า 5 คนพ่อแม่ลูกมานานมากแล้ว เพราะช่วงที่เป็นหนี้ ผมไม่มีแม้แต่เงินที่จะซื้อตั๋วรถโดยสารกลับไปหาครอบครัวให้หายคิดถึงเลย

“วันนี้ ผมพาครอบครัวมาเลี้ยงฉลองกันที่ MK นะครับ”

ผมส่งข้อความและภาพครอบครัวที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ที่ขอให้พนักงานของร้านช่วยถ่ายให้ ส่งไปให้ทางไลน์ของ “เพื่อน” ในทีม Financial Education

“ดีใจด้วยครับ ขอให้มีความสุขมากๆ กับอาหารมื้อนี้กันทุกคนนะครับ” ข้อความตอบกลับเด้งกลับมาในทันที

เป็นอีกครั้งที่ผมรู้ว่าพวกเขาไม่ได้แค่พร้อมจะให้คำแนะนำกับผม หรือแค่พยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้ผมไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ แต่ยังเข้าใจชีวิตคนธรรมดาๆ อย่างผม ที่อยากจะมีโอกาส “เติมความสุข” ให้กับตัวเองและครอบครัวบ้าง

มื้อนี้เป็นมื้อแรกจริง ๆ ที่ผมมีโอกาสได้พบกับ “ความสุข” ที่หายไปนานจากชีวิตผม

“วันนี้...ผมหมดหนี้แล้ว”

หลังจากผ่อนหนี้งวดสุดท้ายไป ผมก็เริ่มมองภาพชีวิตของตัวเองในวันเกษียณชัดเจนขึ้น ผมอยากมีเงินเก็บไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ขับไปขายน้ำตามซอยต่าง ๆ อย่างที่เคยฝันไว้ เพราะผมเองไม่เคยคิดว่าจะอาศัยพึ่งพาลูกไปตลอดชีวิต เงินเก็บที่ผมมีอาจไม่ได้มากมาย และความฝันที่ผมมีก็ไม่ได้ฟังดูไม่ยิ่งใหญ่อะไร

แต่ผมได้รับโอกาสใหม่ที่ทำให้ผม “เปลี่ยนชีวิต” ไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นได้แล้ว

คุณล่ะ...“เปลี่ยนชีวิต” ได้แล้วหรือยัง

...

ขอบคุณ “เพื่อน” (ทีมงาน Financial Education บริษัท เงินติดล้อฯ) ทุกคน

Avatar Ngerntidlor
บทความโดย

เงินติดล้อ

ผู้มุ่งหวังให้สังคมไทยมีสุขภาพทางเงินที่ดีขึ้น

ติดล้อสตอรี่อื่น ๆ

คัดคนอย่างไร ให้ได้คนที่ใช่กับวัฒนธรรมองค์กร

คนเก่งหายากแล้ว คนที่ทั้งเก่งทั้งเคมีตรงกันหายากกว่า รวมเคล็ดลับการหาพนักงานใหม่ให... อ่านต่อ
21 พฤศจิกายน 2565

ถอดสูตรซีอีโอ ‘เงินติดล้อ’ สู่ความสำเร็จ ‘ไมโครไฟแนนซ์’

เส้นทาง แนวคิด และมุมมองของคุณปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท... อ่านต่อ
25 ตุลาคม 2565

ออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้ “คน” เป็นศูนย์กลาง

ออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องคิดถึงลูกค้า ออกแบบวัฒนธรรมต้องคิดถึงพนักงาน เพราะวัฒนธรรมที่ด... อ่านต่อ
10 ตุลาคม 2565
Back to top