หน้าแรก > บทความ > การเงินน่ารู้ > การบริหารหนี้ > เริ่มต้นปีใหม่ ให้รวยกว่าเดิม! ด้วยการทำรายรับ-รายจ่าย

เริ่มต้นปีใหม่ ให้รวยกว่าเดิม! ด้วยการทำรายรับ-รายจ่าย

VIEW 2165 คน
เริ่มต้นปีใหม่ ให้รวยกว่าเดิม! ด้วยการทำรายรับ-รายจ่าย
สนใจสมัครสินเชื่อ
Enter security code:
 Security code
บัญชีรายรับรายจ่ายถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ การวางแผนการเงิน มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณมีวินัยในการใช้จ่ายที่ดีขึ้นอีกด้วยครับ
 
สำหรับใครที่ทำรายรับรายจ่ายมาแล้วทั้งปี วันนี้เงินติดล้อจะชวนคุณมาสำรวจกันว่า รายรับรายปีที่แล้วบอกอะไรเราบ้าง และถ้าปีนี้ถ้าอยากรวยทั้งปีต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง โดยใช้เทคนิควางแผนการเงินส่วนบุคคล !
 

รายรับทั้งปี มีอะไรบ้าง?


ก่อนอื่นให้คุณลองนำรายรับทั้งหมดที่บันทึกทั้งปีมาจัดเป็นหมวดหมู่ก่อนว่า รวมทั้งปีเรามีรายรับจากอะไรเท่าไหร่ จากนั้นให้นำรายการรายรับมาจัดประเภท โดยรายรับจะสามารถแบ่งได้หลักๆ เป็น 2 ประเภทดังนี้

ประเภทรายรับ
  1. รายรับจากทำงาน


    รายรับจากทำงาน หรือ Active Income เป็นรายได้ที่มาจากการทำงาน โดยใช้แรงกาย, สมอง และเวลา แลกมาเป็นผลตอบแทนแบบเป็นรูปธรรม พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งทำ ยิ่งขยัน จะยิ่งมีรายรับประเภทนี้เพิ่มขึ้น

    ข้อดี รายได้ประเภทนี้จะมีความมั่นคง และได้ผลตอบแทนรวดเร็ว รวมถึงยิ่งถ้าเราทำงานมากขึ้น ความเชี่ยวชาญกับทักษะก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

    ข้อเสีย เมื่อเราหยุดทำงาน เราก็จะไม่มีรายรับ และบางอาชีพเมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรือสุขภาพไม่ดีก็มีโอกาสที่วันหนึ่งเราจะไม่มีรายรับได้

    ตัวอย่างของรายรับแบบ Active Income จะมีหลายรูปแบบ เช่น เงินเดือน, ค่านายหน้า, ค่ารับจ้าง หรือ กำไรจากการขาย
  2. รายรับจากสินทรัพย์


    รายรับจากสินทรัพย์ หรือ Passive Income รายรับแบบนี้จะมาจากการลงทุน ลงแรงและใช้เวลาในช่วงเวลาหนึ่งสร้างทรัพย์สิน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนในระยะยาว โดยที่หยุดทำงานแล้วยังมีรายรับเข้ามาอยู่

    ข้อดี Passive Income จะไม่มีเพดานรายได้ ช่องทางรายรับจึงสามารถเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ มีความเป็นอิสระมากขึ้น วันไหนป่วย หรือหยุดทำงานก็มีรายได้เข้ามาอยู่ แถมยังส่งต่อเป็นมรดกให้กับลูกหลานได้อีกด้วย

    ข้อเสีย กว่าจะสร้างทรัพย์สินได้นั้นอาจต้องใช้เวลานาน และทุนค่อนข้างมาก รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนและไม่ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง

    ตัวอย่างของรายรับแบบ Passive Income มักจะเป็นรายได้ที่เข้ามาสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทำงาน เช่น เงินปันผลจากการลงทุนหุ้นหรือกองทุน, ค่าเช่าต่าง ๆ , ค่าลิขสิทธิ์ หรือค่าแฟรนไชส์

รายจ่ายทั้งปี มีอะไรบ้าง?


หลังจากที่สำรวจรายรับทั้งปีกันไปแล้ว เราจะไปดูส่วนของรายจ่ายกันบ้าง รายการรายจ่ายในชีวิตประจำวันจะมีเยอะมาก แต่หลัก ๆ แล้วจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทครับ

ประเภทรายจ่าย
  1. ​รายจ่ายแบบคงที่


    รายจ่ายประเภทนี้จะเป็นอะไรที่เราจ่ายอยู่แล้ว ต้องจ่ายทุกเดือน หรือจ่ายทุกวัน เช่น ค่าหนี้บ้าน, หนี้รถ, ประกันสังคม, ประกันสุขภาพ หรือค่าเช่าบ้าน ซึ่งรายจ่ายคงที่จะปรับลดค่อนข้างยาก

    แต่ก็มีบางตัวที่สามารถปรับลดได้ เช่น ลดดอกเบี้ยรถและยอดผ่อนด้วยการ รีไฟแนนซ์รถ หรือเปลี่ยนไปเลือก ประกันอุบัติเหตุ ที่จ่ายค่าเบี้ยคุ้มกว่า
  2. รายจ่ายแบบแปรผัน


    สังเกตง่ายๆรายจ่ายแปรผันจะเป็นรายจ่ายที่ ยิ่งใช้ ยิ่งซื้อ ยิ่งต้องจ่าย โดยส่วนมากมักจะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำค่าไฟ, ค่ากิน, ค่าเที่ยว, ค่าเดินทาง หรือค่าช้อปปิ้ง

    รายจ่ายแปรผันสามารถลดได้ง่ายมากๆ โดยการประหยัด ใช้ของให้คุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ “ไม่จำเป็น” ลองสำรวจในบัญชีรายรับรายจ่ายของคุณดู ว่ามีรายจ่ายรายการไหนที่ไม่จำเป็นบ้าง
  3. รายจ่ายเพื่อการออมหรือการลงทุน


    รายจ่ายประเภทนี้ถือเป็นรายจ่ายที่ดี เพราะเป็นการจ่ายเงินให้กับอนาคต เพื่อให้มีความมั่งคั่ง หรือมีรายรับแบบ passive income มากขึ้น ยิ่งมีรายจ่ายส่วนนี้มากเท่าไหร่ยิ่งดี เช่น เงินฝากประจำ, ลงทุนในหุ้น หรือประกันออมทรัพย์

    นอกจากในเรื่องการลงทุนในสินทรัพย์แล้ว การลงทุนกับตัวเอง ก็ถือว่าเป็นรายจ่ายเพื่อการออมหรือการลงทุนด้วย เช่น เรียนเพิ่มพัฒนาทักษะ เพื่อให้ได้เงินเดือนเพิ่ม หรือออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาล

วางแผนการเงิน ด้วยรายรับรายจ่าย


เมื่อสำรวจรายรับรายจ่ายทั้งปีกันไปแล้ว เราสามารถนำรายรับรายจ่ายแต่ละประเภทมาวางแผนการเงินส่วนบุคคล โดยใช้อัตราส่วนการเงินส่วนบุคคลดังนี้

วางแผนการเงินส่วนบุคคล
 

อัตราส่วนความอยู่รอด


อัตราส่วนความอยู่รอด = (รายได้จากการทำงาน + รายได้จากทรัพย์สิน) ÷ รายจ่ายรวม
 
ก่อนจะรวยก็ต้องอยู่รอดให้ได้ก่อนครับ สำหรับอัตราส่วนความอยู่รอด หรือ survival ratio จะคิดจากรายได้หารด้วยรายจ่ายรวม
 
ถ้าคำนวณแล้วได้ค่ามากกว่า 1 แสดงว่าสามารถอยู่รอดได้ และถ้าได้ค่าน้อยกว่า 1 ควรเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นๆ หรือลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
 

อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้


อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ = รายจ่ายชำระหนี้ ÷ รายได้รวม
 
อัตราส่วนนี้จะบอกว่า รายได้ของคุณจะสามารถจ่ายหนี้ได้เท่าไหร่ โดยค่าที่คิดได้ไม่ควรเกิน 0.4 หรือยิ่งน้อยยิ่งดี ซึ่งจะหมายถึงไม่ควรมีหนี้ที่ต้องชำระเกิน 40% ของรายได้
 

อัตราส่วนการออมและการลงทุน


อัตราส่วนการออมและการลงทุน = รายจ่ายการออมและการลงทุน ÷ รายได้รวม
 
เป็นการแสดงถึงสัดส่วนการออมและการลงทุนต่อรายได้ ซึ่งจะเป็นจ่ายเพื่อสร้างสินทรัพย์หรือเพื่ออนาคต โดยอัตราส่วนนี้ควรมากกว่า 0.1 หรือควรออมและลงทุนมากกว่า 10% ของรายได้
 

อัตราส่วนความมั่งคั่ง


อัตราส่วนความมั่งคั่ง = รายได้จากสินทรัพย์  ÷ รายจ่าย
 
สำหรับใครที่อยากมีรายรับแบบ Passive Income สามารถดูได้จากอัตราส่วนความมั่งคั่ง โดยถ้าคำนวณได้ค่ามากกว่า 1 หรือรายได้จากสินทรัพย์สามารถครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมดได้ จะหมายความว่าคุณมีความมั่งคั่ง และมีอิสระทางการเงิน
 

สรุป


รายรับรายจ่ายของปีก่อนๆ สามารถช่วยคุณวางแผนการเงินในปีนี้ได้ โดยการแบ่งประเภทรายรับรายจ่ายออกมาเป็นหมวดหมู่ แล้วนำไปคำนวณอัตราส่วนทางการเงิน เพื่อให้ทราบสถานะการเงินของตัวเอง จากนั้นให้นำมาคิดดูว่า ควรเพิ่มรายรับส่วนไหน และลดรายจ่ายส่วนไหน
 
และถ้าไม่อยากเสียรายจ่ายไปกับค่ารักษาพยาบาลแพงๆ อย่าลืมป้องกันความเสี่ยงด้วยประกันอุบัติเหตุด้วยนะครับ
 
สำหรับผลิตภัณฑ์ประกัน ทางเงินติดล้อเองก็มีให้เลือกหลากหลายและครอบคลุม ตั้งแต่ประกันแบบซุปเปอร์คุ้ม 365 ที่จ่ายเบี้ยประกันเพียงวันละ 1 บาท แต่วงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 300,000 บาท ไปจนถึงประกันซุปเปอร์คุ้ม 1,299 ที่คุ้มครองสูงสุดถึง 400,000 บาท
 
หากสนใจสามารถสอบถามได้ที่เงินติดล้อทุกสาขาใกล้บ้าน หรือดูรายละเอียดที่ประกันอุบัติเหตุเงินติดล้อ ได้เลยครับ!
 
สนใจติดต่อเราได้ที่
  • ติดต่อโดยตรงได้ที่เงินติดล้อทุกสาขาใกล้บ้านท่าน
  • Facebook Inbox เงินติดล้อ: facebook.com/messages/t/ngerntidlor
  • โทรเข้า Call Center เงินติดล้อ: 088-088-0880
  • หรือกรอกข้อมูลด้านล่างเพื่อรอการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่
เรามีทีมงานผู้เชี่ยวด้านประกันคอยตอบคำถามของท่านตลอด 24 ชั่วโมง เงินติดล้อพร้อมให้บริการทุกคนอย่างเต็มที่ครับ!
สนใจสมัครสินเชื่อ
Enter security code:
 Security code

Back to top