หน้าแรก > ติดล้อสตอรี่ > องค์กร > เปิดจุดแข็งและทิศทางการเติบโตต่อของ “เงินติดล้อ”

เปิดจุดแข็งและทิศทางการเติบโตต่อของ “เงินติดล้อ”

20 พฤษภาคม 2564
เปิดจุดแข็งและทิศทางการเติบโตต่อของ “เงินติดล้อ”

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ “เงินติดล้อ” สามารถทรานส์ฟอร์มองค์กร พลิกเปลี่ยนจาก “ไฟแนนซ์ห้องแถว” มาถึงวันที่ก้าวสู่การเป็นบริษัทมหาชน เป็นเบอร์ 1 ในใจลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมสินเชื่อทะเบียนรถ และยังประสบความสำเร็จจากการขยายธุรกิจไปสู่ประกันภัยในเวลาอันรวดเร็ว

แน่นอนว่า เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ “จุดแข็ง” ที่ทำให้เราแตกต่างจากไฟแนนซ์ท้องถิ่นทั่วไป

ความสำเร็จ…ที่มาจากความเข้าใจ “ช่องว่าง” ของโครงสร้างทางสังคม

ในวันที่นักลงทุนมากมายให้ความสนใจกับ “หุ้น TIDLOR” ตั้งแต่วันแรกของการเปิดจองหุ้น IPO (Initial Public Offering) หรือหุ้นที่มีการซื้อขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ก็อาจมีคนอีกมากเช่นกันที่ไม่รู้ว่า “หุ้น TIDLOR” เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางสังคมตรงไหน อย่างไร

ก่อนอื่นอาจต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าทำไม “เงิน” ต้อง “ติดล้อ” คุณหนุ่ม - ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก้าวเข้ามาทำงานที่ “เงินติดล้อ” ตั้งแต่ยังเป็น “ไฟแนนซ์ห้องแถว” ในจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย Passion ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสินเชื่อทะเบียนรถ ที่ในเวลานั้นยังเป็นธุรกิจสีเทา ๆ เล่าว่า

“ทำไม "เงิน…ต้องติดล้อ” ผมเจอคำตอบนี้จากการทำความเข้าใจโครงสร้างทางเศรษฐกิจของบ้านเรา และการสังเกตพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในสังคม

เมืองไทยมีคำหนึ่งที่มักใช้เปรียบเทียบการกระจายรายได้ นั่นคือ ‘รวยกระจุก…จนกระจาย’ ซึ่งหมายถึงคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยคือคนที่มีรายได้น้อย และมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นฐานลูกค้าหลักของเงินติดล้อ อย่างพี่วินมอเตอร์ไซค์ คนขับแท็กซี่ แม่ค้าตลาดนัด ที่รายได้อาจเปลี่ยนไปตามวันที่ฝนตกหรือแดดออก รวมถึงยังมีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และกลุ่มที่ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร เพราะไม่มีหลักฐานแสดงรายได้ที่แน่นอน

แต่ขณะเดียวกันกลุ่มคนเหล่านี้ก็เป็นเจ้าของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ในการทำมาหากิน ถ้าดูจากสถิติจะเห็นว่า ประชากรไทยมี 67 ล้านคน มีรถจดทะเบียนประมาณ 40 ล้านคัน ขณะที่มีคนเข้าถึงบัตรเครดิต กับสินเชื่อเงินสดแค่ 12 ล้านคน

เมื่อนำ 2 สิ่งนี้มาประกอบกัน สำหรับคนที่ไม่มีเอกสารทางการเงิน ไม่มีสลิปเงินเดือน แต่เป็นเจ้าของรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถมอเตอร์ไซค์ ก็จะเข้าใจว่าทำไม “เงิน” ถึงจำเป็นต้อง “ติดล้อ” และจะเห็นภาพว่าทำไมผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบให้ลูกค้า “นำเล่มทะเบียนรถมาแลกเงิน” ของอุตสาหกรรมสินเชื่อทะเบียนรถ จึงเข้าไปช่วยปิด “ช่องว่างขนาดใหญ่” ที่มีอยู่ในสังคมของกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการกู้ยืมเงินจากธนาคารได้ เพราะนอกจากลูกค้ากลุ่มฐานรากจะได้เงิน ไปช่วยให้ชีวิตสามารถหมุนต่อได้ ยังสามารถนำรถกลับไปใช้ทำมาหากิน หารายได้ได้ตามปกติ อุตสาหกรรมนี้จึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสาขาของแต่ละบริษัทในอุตสาหกรรมนี้รวมกันว่า 15,000 สาขา มากกว่าสาขาของธนาคารทั้งหมดด้วยซ้ำไป”

ทีมผู้บริหารมืออาชีพ

ทีมผู้บริหารมืออาชีพ และความเชื่อร่วมกันของ “ชาวเงินติดล้อ”

นักลงทุนส่วนใหญ่และคนทั่วไปอาจมองว่าเงินติดล้อมี “จุดแข็ง” อยู่ที่ “การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล” ที่ล้ำหน้ากว่าคู่แข่ง ทำให้แม้ตอนนี้เงินติดล้อจะมีสาขาอยู่ 1,000 กว่าสาขา แต่กลับมี “ยอดสินเชื่อทะเบียนรถ” เป็นอันดับ 1 ของประเทศ เอาชนะคู่แข่งที่มีสาขามากกว่าถึง 4,000-5,000 สาขาได้...นั่นก็ใช่และจริง!

แต่ผู้นำเงินติดล้ออย่างคุณหนุ่ม ยังเปิดให้เห็น “จุดแข็ง” ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดของเงินติดล้อว่ายังมาจากการมี “ทีมผู้บริหารมืออาชีพ” และการมี “"ความเชื่อ" ร่วมกันของชาวเงินติดล้อ

คุณหนุ่มเล่าว่า เงินติดล้อก้าวข้ามจาก “ธุรกิจครอบครัว” มาเป็น “”ธุรกิจที่บริหารโดยมืออาชีพ” มากว่า 10 ปีแล้ว ในขณะที่คู่แข่งและไฟแนนซ์ท้องถิ่นอื่น ๆ ยังบริหารงานกันแบบครอบครัว

"เงินติดล้อเริ่มลงทุนกับการจ้าง "มืออาชีพ" มาพัฒนาระบบ ตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งผู้บริหารแต่ละคนก็ได้นำความรู้และประสบการณ์จากที่เคยผ่านการทำงานกับองค์กรชั้นนำระดับโลก มาใช้ปรับเปลี่ยนการทำงานของ “ไฟแนนซ์ห้องแถว” ส่งผลให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เร็วขึ้น ทำให้เราสามารถกำหนดจุดตั้งสาขาได้อย่างแม่นยำจากระบบประมวลผล และยังมีการพัฒนาแฟลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดบัตรติดล้อ เกิดแอปพลิเคชั่นเงินติดล้อ ที่ทำให้ลูกค้าสะดวกขึ้น ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังมีการขยายฐานลูกค้า โดยเชื่อมโยงกับพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศด้วย

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการที่ "ชาวเงินติดล้อ" มี "ความเชื่อ" ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นผม ทีมผู้บริหาร รวมถึงพนักงานชาวเงินติดล้อทุกคนมีความเชื่อว่า ถ้าเราสามารถช่วยให้คนฐานราก เข้าถึงแหล่งเงินทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่โปร่งใส เป็นธรรม และมีมาตรฐาน เราจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของลูกค้าเราดีขึ้นได้ และยิ่งเราช่วยคนได้มากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความเหลื่อมล้ำลดน้อยลง"

"ความเชื่อ" ของชาวเงินติดล้อ ยังนำพาไปสู่การมี "วัฒนธรรมองค์กร" ที่แข็งแกร่ง และการมี "ค่านิยม" ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยให้เงินติดล้อสามารถคัดกรองคนที่เชื่อแบบเดียวกัน มาช่วยพัฒนาองค์กรให้เติบโตไปด้วยกันได้

และจุดแข็งที่ว่านี้ก็คือเบื้องหลังสำคัญ ที่ทำให้อดีต “ไฟแนนซ์ท้องถิ่น” อย่าง “เงินติดล้อ” ผงาดขึ้นมาเป็นองค์กรที่ชำนาญในเรื่องไอทีและการใช้เทคโนโลยี ถนัดเรื่องการใช้ข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ ที่ทำให้มีความแม่นยำในการบริหารความเสี่ยง รวมถึงกลายเป็นน้องใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย

ทิศทางหมุน…สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ถึงวันนี้ ทิศทางการหมุนของ “เงินติดล้อ” จึงมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ “เงินติดล้อ” เป็นองค์กรที่มีอายุยืนยาวกว่าชั่วชีวิตคน สามารถสร้างประโยชน์ สร้างโอกาสให้กับผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

คุณหนุ่มได้เล่าถึงทิศทางการหมุน…ที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของ “เงินติดล้อ” ว่า

“เราให้ความสำคัญกับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลมาตลอด และข้อมูลก็บอกเราว่า เรายังเปิดสาขาได้อีกเยอะ คือขั้นต่ำใน 2-3 ปีนี้เราจะเปิดได้อีก 400-500 สาขาโดยไม่สะดุดเลย อย่างที่สองคือ เราตั้งเป้าว่าจะเป็น Technology Company เรื่องที่ต้องไปต่อจึงเป็นเรื่องของ Digital Transformation

ประกันก็จะเป็นอีกสิ่งที่เราจะลงทุนเพิ่ม เพราะ ณ วันนี้เงินติดล้อเป็นบริษัทนายหน้าประกันเบอร์ 3 ของประเทศ และมีโอกาสที่จะเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดอีกมาก นอกจากนี้ เงินติดล้อยังเป็นโบรกเกอร์ประกันเจ้าเดียว ที่ให้ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบเบี้ยประกันของบริษัทประกันภัยทั้ง 16 เจ้าได้ โดยใช้แพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นมา เราจึงมีแผนต่อไปว่าจะเปิดให้โบรกเกอร์รายย่อยซื้อแพลตฟอร์มของเรา เพื่อให้สามารถเทียบราคาประกันทั้ง 16 เจ้า และขายประกันผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นต์แบบเดียวกับเราได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะเงินติดล้อไม่ได้ต้องการจะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ”

ทิศทางสำคัญอีกอย่างของเงินติดล้อคือ การขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ

“เรากำลังรอโอกาสที่เหมาะสม ในการขยายการลงทุนไปต่างประเทศ เพราะนอกจากเงินติดล้อจะมีความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาแล้ว เรายังมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ซึ่งดึงดูดบริษัทชั้นนำในต่างประเทศให้มาศึกษาเรียนรู้ และที่ผ่านมาก็มีบริษัทจากประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง ทั้งบริษัทสินเชื่อ และบริษัทประกันภัยที่อยากให้เราขยายธุรกิจไปเป็นพันธมิตรที่ประเทศเขา

แต่อย่างไรก็ตาม…ก็ต้องย้อนกลับมาหาจุดยืนของเรา นั่นคือเรื่องเจตนา เรื่องวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งบริษัทที่จะมาเป็นพันธมิตรกับเราต้องไปด้วยกันได้ เพราะแม้เราจะลงทุนกับวิธีการทำงานใหม่ ๆ แต่สิ่งที่เราไม่ได้เปลี่ยนก็คือหลักคิด การให้ความสำคัญกับบริการและความเข้าใจที่มีต่อลูกค้า”

ทั้งหมดคือภาพการก้าวข้ามจาก “ไฟแนนซ์ห้องแถว” สู่ “ตลาดหลักทรัพย์” และการทะยานต่อไปเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

Avatar Ngerntidlor
บทความโดย

เงินติดล้อ

ผู้มุ่งหวังให้สังคมไทยมีสุขภาพทางเงินที่ดีขึ้น

ติดล้อสตอรี่อื่น ๆ

เปิดแคมเปญเคลียร์ใจ ทำไม ‘เงินติดล้อ’ ต้องช่วยลูกค้า “ซ่อมเครดิตเสีย สร้างเครดิตดี”

เงินติดล้อพร้อมจะทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อลูกค้าผ่าน แคมเปญ "เงินติดล้อชวนซ... อ่านต่อ
28 พฤศจิกายน 2565

คัดคนอย่างไร ให้ได้คนที่ใช่กับวัฒนธรรมองค์กร

คนเก่งหายากแล้ว คนที่ทั้งเก่งทั้งเคมีตรงกันหายากกว่า รวมเคล็ดลับการหาพนักงานใหม่ให... อ่านต่อ
21 พฤศจิกายน 2565

ออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้ “คน” เป็นศูนย์กลาง

ออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องคิดถึงลูกค้า ออกแบบวัฒนธรรมต้องคิดถึงพนักงาน เพราะวัฒนธรรมที่ด... อ่านต่อ
10 ตุลาคม 2565
Back to top