หน้าแรก บทความ ไลฟ์สไตล์ กินเที่ยว เติมลมยางรถยนต์ เท่าไหร่ดี? เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

เติมลมยางรถยนต์ เท่าไหร่ดี? เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

View 121887 คน
เติมลมยางรถยนต์ เท่าไหร่ดี? เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง
กรุณากรอกชื่อภาษาไทย
กรุณากรอกนามสกุลภาษาไทย
กรุณากรอกเฉพาะตัวเลข
คุณได้ซื้อประกันรถยนต์กับเงินติดล้อ ในปีที่ผ่านมาหรือไม่?
ลูกค้าสามารถต่อประกันที่แอปได้แล้ว

ต่ออายุประกันผ่านแอปได้แล้ววันนี้

รับโค้ดส่วนลด Shopee 300 บาท!

หนึ่งในส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของรถยนต์นั่นก็คือ ยางรถยนต์ นั่นเอง เพราะเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นถนนอยู่ตลอดเวลา หากมีความเสียหายหรือไม่ได้เติมลมยางจนยางแบน อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งลมยางรถยนต์เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด

เพราะฉะนั้นบทความนี้เงินติดล้อจึงจะขอแนะนำการเติมลมยางที่ดี เพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัยในท้องถนน มาดูกันเลยว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

การเติมลมยาง

เติมลมยางควรเติมเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด?

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ารถแต่ละประเภทหรือแต่ละรุ่นเติมแรงดันลมยางไม่เท่ากัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด

แรงดันลมยางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเติมลมยางรถเก๋งนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 30-32 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) สำหรับล้อหน้าและล้อหลัง แต่ถ้าหากต้องบรรทุกน้ำหนักมาก เช่น กรณีที่มีผู้โดยสารเต็มทั้ง 5 ที่นั่ง หรือบรรทุกของด้านหลังจนเต็ม อาจเพิ่มปริมาณการเติมได้ถึง 33-35 PSI เนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น

ส่วนแรงดันลมยางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรถกระบะนั้นจะค่อนข้างใช้ลมยางที่มากกว่ารถเก๋งโดยสารตามปกติ โดยสำหรับล้อหน้าแรงดันยางจะอยู่ที่ประมาณ 36-38 PSI และล้อหลังที่ 40-42 PSI แต่ถ้าหากบรรทุกของเต็มท้ายรถ ก็สามารถเพิ่มปริมาณการเติมลมเพื่อรองรับน้ำหนักได้มากถึง 47-51 PSI เลยทีเดียว

ทั้งนี้ ถ้าคุณต้องการทราบว่ารถยนต์ของคุณควรเติมลมยางในปริมาณไหนถึงจะดีที่สุด ก็สามารถทำการตรวจสอบได้ที่มุมของประตูฝั่งคนขับเลยครับ โดยจะมีสติกเกอร์แสดงแรงดันลมที่เหมาะสมแปะเอาไว้ ดังรูปนี้เลยครับ

สติกเกอร์แสดงแรงดันลม

ข้อเสียของการเติมลมยางไม่ถูกต้อง

อย่างที่ได้กล่าวไปว่าการเติมลมยางนั้นส่งผลเป็นอย่างมากต่อความปลอดภัยบนท้องถนน เรามาดูกันว่าข้อเสียของการเติมลมยางไม่ถูกต้อง หรือมีปริมาณแรงดันในยางที่ไม่ปกตินั้น จะส่งผลอย่างไรต่อการขับขี่บนท้องถนนบ้าง

  • กรณีที่มีแรงดันในยางน้อยเกินไป

หากคุณเติมลมยางน้อยเกินไป หรือขับไปเรื่อยๆ จนลมยางเริ่มอ่อนจะส่งผลให้ความเสี่ยงที่ยางจะระเบิดมีมากขึ้น เนื่องจากยางที่อ่อนอาจมีการย้วยหรือผิดรูป ทำให้มีโอกาสเสียดสีกับพื้นถนนได้มากกว่า จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ยางอ่อนมีโอกาสระเบิดมากขึ้นนั่นเองครับ

  • กรณีที่มีแรงดันในยางมากเกินไป

หากคุณเติมลมยางมากเกินไป จะทำให้ยางตึงและแข็งกระด้าง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนของยางจะลดลง เสี่ยงต่ออันตรายที่จะทำให้รถเบรกไม่อยู่หรือลื่นไถลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันฝนตก เพราะฉะนั้นจึงควรเติมลมยางเอาไว้ให้พอดิบพอดีจะปลอดภัยที่สุดครับ

ควรเติมยางรถยนต์บ่อยแค่ไหน?

สำหรับคำถามที่ว่า “ควรเติมยางรถยนต์บ่อยแค่ไหน?” นั้น ไม่สามารถระบุระยะเวลาแน่นอนได้ว่าควรต้องเติมบ่อยแค่ไหน เนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณการขับขี่ของเจ้าของรถยนต์

แต่โดยปกติแล้ว แรงดันยางจะลดลงเฉลี่ย 2-3 PSI ใน 1 เดือน เพราะฉะนั้นเจ้าของรถจึงควรทำการตรวจสอบปริมาณของแรงดันยางเฉลี่ยเดือนละครั้ง หรือ 2 เดือนครั้งหากไม่ได้ทำการขับขี่บ่อยๆ

ลมยางรถยนต์

สรุป

การเติมลมยางรถยนต์นั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาดสำหรับการขับขี่รถยนต์ การมีปริมาณแรงดันในยางที่เหมาะสมนั้นนอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยรักษาคุณภาพยางให้อยู่ได้นานๆ อีกด้วย เงินติดล้ออยากให้ทุกคนใส่ใจดูแลเรื่องยางให้ดีๆ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนในอนาคตนะครับ

อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุบางครั้งก็อาจจะมาได้โดยไม่คาดฝัน เพื่อความอุ่นใจในชีวิตและทรัพย์สิน จึงควรมีประกันภัยรถยนต์ติดรถเอาไว้ เพื่อป้องกันภัยที่อาจเข้ามาโดยไม่คาดคิดกันนะครับ

ติดต่อสอบถาม หรือปรึกษาด้านการทำประกันภัยรถยนต์กับเงินติดล้อได้ที่

  • ติดต่อโดยตรงได้ที่เงินติดล้อทุกสาขาใกล้บ้านท่าน
  • Facebook Inbox เงินติดล้อ: facebook.com/messages/t/ngerntidlor
  • โทรเข้า Call Center เงินติดล้อ: 088-088-0880
  • หรือกรอกข้อมูลด้านล่างเพื่อรอการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่

เรามีทีมงานผู้เชี่ยวด้านประกันภัยรถยนต์คอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เงินติดล้อพร้อมให้บริการทุกคนอย่างเต็มที่ครับ!

กรุณากรอกชื่อภาษาไทย
กรุณากรอกนามสกุลภาษาไทย
กรุณากรอกเฉพาะตัวเลข
คุณได้ซื้อประกันรถยนต์กับเงินติดล้อ ในปีที่ผ่านมาหรือไม่?
ลูกค้าสามารถต่อประกันที่แอปได้แล้ว

ต่ออายุประกันผ่านแอปได้แล้ววันนี้

รับโค้ดส่วนลด Shopee 300 บาท!

เงินติดล้อ

บทความโดย

เงินติดล้อ

ผู้มุ่งหวังให้สังคมไทยมีสุขภาพทางเงินที่ดีขึ้น